• Posted by:

    ThaiBMA
  • Posted on:

    Apr. 02, 2019
ภาษีการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม ผลกระทบต่อนักลงทุน

ในที่สุด ฝัน (ร้าย) ก็ใกล้จะเป็นจริงนักลงทุนตราสารหนี้กำลังจะถูกจัดเก็บภาษีจากดอกเบี้ยอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะลงทุนตราสารหนี้โดยตรงหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ซึ่งเดิมทีไม่ต้องเสียภาษี โดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรฉบับที่ให้มีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และจะมีผลใช้บังคับภายใน 90 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงกลางปีนี้

หลักใหญ่ใจความของพรบ. ฉบับนี้และกฎหมายลำดับรองอื่นๆ ที่จะใช้ประกอบกันสรุปเป็นประเด็นได้ดังต่อไปนี้

● กำหนดให้กองทุนรวมเป็นนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (คูปอง) และส่วนลดจากการลงทุนในตราสารหนี้

● ผู้ออกตราสารหนี้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ทุกงวดการจ่ายดอกเบี้ย และนำส่งกรมสรรพากรโดยกองทุนรวมไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก

● ใช้บังคับกับกองทุนรวมทุกกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ รวมถึงกองทุนรวมที่ลงทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศ (FIF) โดยจะยกเว้นให้สำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

● ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อขาย (Capital Gain) และภาษีเงินได้จากเงินปันผล

● ตราสารหนี้ที่กองทุนรวมถืออยู่ก่อนที่ พ.ร.บ. นี้จะใช้บังคับจะได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว

แล้วการจัดเก็บภาษีเงินได้จากคูปองที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวมนี้จะมีผลกระทบต่อนักลงทุนอย่างไร

● ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จะมีผลเสมือนว่าถูกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 15 จากรายได้ดอกเบี้ยตราสารหนี้

● เนื่องจากเป็นภาษีที่กองทุนรวมมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลจึงไม่สามารถทำการขอคืนภาษีได้แม้ว่าฐานภาษีจะต่ำกว่าร้อยละ 15 ก็ตาม

● การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้จะมีผลตอบแทนสุทธิต่ำลงจากการที่กองทุนถูกหักภาษีดอกเบี้ยที่ได้รับจากตราสารหนี้ ทั้งนี้ รวมไปถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ด้วย หาก PVD นั้นลงทุนผ่านกองทุนรวม อย่างไรก็ตาม จะมีการยกเว้นภาษีให้กองทุนรวมที่เสนอขายเฉพาะสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจะมีการจัดตั้งต่อไป

● เนื่องจากภาษีจะเก็บในอัตราร้อยละ 15 ของดอกเบี้ยหน้าตั๋ว(Coupon)ดังนั้น หากกองทุนลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคูปองสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริง (Yield) ก็เท่ากับว่านักลงทุนถูกเก็บภาษีเกินกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริงโดยตราสารหนี้ที่ว่านี้จะมีราคาซื้อขายสูงกว่าราคาพาร์ซึ่งมักจะพบในพันธบัตรรัฐบาล

เมื่อการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนให้ผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีต่ำลง นักลงทุนจึงอาจรู้สึกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมในตราสารหนี้มีความน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้ที่อาจขอคืนภาษีได้ หรือเมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจึงอาจทำให้พอร์ทการลงทุนของนักลงทุนโน้มเอียงไปในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

ในแง่ของผู้ออกตราสารหนี้ก็อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุนที่ต้องการอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับภาระภาษี ซึ่งผู้ออกรายใหญ่ก็คือภาครัฐที่รวมถึงกระทรวงการคลังและธปท. มีสัดส่วนการออกรวมกันกว่า 70% ของมูลค่าการออกตราสารหนี้ทั้งหมดนั่นเอง

All Blogs