Education Corner

  • Posted by:

    ThaiBMA
  • Posted on:

    Aug 02 2016
การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้...ทางเลือกการลงทุนที่ปลอดภัย (ความผันผวนต่ำ)

การลงทุนในตราสารหนี้ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ แน่นอนเมื่อความเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็ย่อมต่ำกว่าผลตอบแทนจากตราสารทุน ดังนั้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีลักษณะของความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำแต่มีความสม่ำเสมอจากกระแสการจ่ายดอกเบี้ย การลงทุนในตราสารหนี้จึงเหมาะกับการลงทุนใน 2 ลักษณะ

หนึ่ง เป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีเงินออม ลงทุนในตราสารหนี้เพื่อเป็นการบริหารเงินลงทุน (Portfolio management) ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น นอกเหนือจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นสามัญ ที่ให้ผลตอบแทนสูงแล้ว ผู้มีเงินออมควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในตราสารหนี้ด้วย เพื่อที่ตราสารหนี้จะก่อให้เกิดกระแสเงินรับที่สม่ำเสมอสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ นอกจากนี้นักลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน การลงทุนในตราสารหนี้จึงเป็นการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ทการลงทุน ทั้งนี้ผู้มีเงินออมควรแบ่งเงินลงทุนในสัดส่วนเท่าใดเพื่อลงทุนในตราสารหนี้ อันนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ อายุของผู้ออม ขนาดของรายได้ประจำเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายประจำ และที่สำคัญคือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ถ้าผู้ออมยังอายุไม่มาก เพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี มีรายได้ประจำเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ และชอบความเสี่ยง ก็อาจแบ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้เป็นสัดส่วนไม่สูงนัก

สอง เป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง (Risk averse) และผู้เกษียณอายุที่มีเงินออมจำกัด ยอมรับความเสียหายจากการลงทุนได้ไม่มาก นักลงทุนกลุ่มนี้จึงเหมาะที่จะลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก

ทั้งนี้ นักลงทุนเลือกที่จะฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ก็ได้ ความเสี่ยงต่ำเหมือนกันกับตราสารหนี้ แต่ผลตอบแทนไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยผลตอบแทนตราสารหนี้มักจะสูงกว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินธนาคาร การลงทุนในตราสารหนี้จึงเป็นการเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุน

ทีนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ยังมีทางเลือกระหว่างการลงทุนเองโดยตรงในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่เป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านบริษัทจัดการกองทุน ซึ่งมีข้อได้เปรียบการลงทุนเองโดยตรงในตราสารหนี้ที่สำคัญคือ นักลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15 % จากดอกเบี้ย และเป็นการกระจายความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงต่ำลงไปอีก จากการที่กองทุนนำเงินของนักลงทุนมารวมกันและนำไปลงทุนในตราสารหนี้ได้มากมายหลายรุ่น เท่ากับนักลงทุนก็ได้กระจายเงินลงทุนไปในตราสารหนี้รุ่นต่าง ๆ เช่นกัน

สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ต่อมาคือ กองทุนรวมตราสารหนี้ก็มีอีกหลายประเภท ระดับความเสี่ยงก็ไม่เท่ากัน เริ่มจากความเสี่ยงต่ำที่สุด จากการกำหนดระดับความเสี่ยงโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ระดับที่ 1 คือกองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund) เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลังหรือตราสารทางการเงินในประเทศที่มีอายุสั้น ไม่เกิน 1 ปี โดยอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนรวมไม่เกิน 3 เดือน นักลงทุนมีโอกาสขาดทุนต่ำมากจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนให้เป็นมูลค่าตามราคาปัจจุบัน (Mark to market: MTM)

ระดับที่ 2 คือ กองทุนแบบ Money Market แต่สามารถนำเงินบางส่วนไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศได้ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังเน้นลงทุนในตราสารระยะสั้น ทำให้ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

ระดับที่ 3 คือ กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำ แต่พันธบัตรมีช่วงอายุที่หลากหลายตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจนถึงอายุที่ยาวที่สุด 50 ปี หากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงขึ้นลงจนส่งผลให้ราคาของพันธบัตรที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย เมื่อกองทุนทำ MTM หน่วยลงทุนอาจมีมูลค่าลดลง ทำให้นักลงทุนขาดทุนได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk) แต่โดยรวมแล้วกองทุนประเภทนี้ความเสี่ยงถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

ระดับที่ 4 จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัด ทั้งพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ในช่วงอายุที่หลากหลายตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จึงทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน และเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit risk) ทำให้โดยรวมกองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ

ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาตราสารหนี้จะปรับลดลง มูลค่าหน่วยลงทุนก็จะต่ำลง ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนได้ นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงการขาดทุนได้โดยการลงทุนในกองทุนที่มีอายุครบกำหนด (Fixed term fund) ที่เสมือนว่านักลงทุนถือตราสารหนี้จนครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งช่วยกำจัดความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ยให้หมดไป หรือหันไปลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund) ที่เน้นลงทุนในตราสารทางการเงินในประเทศที่มีอายุสั้นมาก ส่วนมากไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอายุยิ่งสั้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงน้อยจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย

หากนักลงทุนจะเลี่ยงการขาดทุนจากมูลค่าตราสารหนี้ที่จะปรับลดลง จากการที่ดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้น โดยการไม่ลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเป็นการเสียโอกาสการได้รับผลตอบแทน ซึ่งความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ปรับขึ้นตามที่คาดไว้ซักที นักลงทุนก็ต้องเลื่อนการลงทุนออกไปเรื่อยๆ ทำให้สูญเสียโอกาสการได้รับผลตอบแทนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้วการลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นคือนักลงทุนควรลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นๆ ในทางตรงกันข้าม หากคาดว่าดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ก็ควรลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุยาวๆ เพื่อรับผลประโยชน์จากราคาตราสารที่จะปรับขึ้นมาก

All Blogs