• Posted by:

    ThaiBMA
  • Posted on:

    AUG. 28, 2025
การศึกษาสภาพคล่องตราสารหนี้ไทยด้วยตัวชี้วัดสภาพคล่องเชิงปริมาณ
การศึกษาสภาพคล่องตราสารหนี้ไทยด้วยตัวชี้วัดสภาพคล่องเชิงปริมาณ (Quantity-Based Measures)

เมื่อพูดถึง “สภาพคล่องของตราสารหนี้” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงมูลค่าการซื้อขาย (trading volume) ของตราสารหนี้ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับตราสารทุน อย่างไรก็ดีการวัด “สภาพคล่อง” อาจมีได้หลายมิติ โดยนอกจากการวัดด้วยมูลค่าการซื้อขายแล้ว ยังสามารถวัดในมิติอื่น ได้แก่ ความถี่ในการซื้อขาย ความสม่ำเสมอของการซื้อขาย และความสามารถในการเปลี่ยนมือโดยไม่กระทบต่อราคา เป็นต้น

เพื่อที่จะทำความเข้าใจสภาพคล่องของตราสารหนี้ไทยในหลายมิติยิ่งขึ้นสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้นำข้อมูลระดับธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้ไทย (transaction-level) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2020–2024 มาคำนวณตัวชี้วัดสภาพคล่องเชิงปริมาณ (quantity-based measures) ซึ่งอ้างอิงจากบทศึกษา “Measuring corporate bond liquidity in emerging market economies: price- vs quantity-based measures” โดย Bank for International Settlements (BIS) ในปี 2019 โดยเป็นการศึกษาสภาพคล่องในมิติต่างๆผ่านตัวชี้วัดสภาพคล่องเชิงปริมาณ 5 ตัวชี้วัด ได้แก่:
1. Turnover Ratio – สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายรายปีต่อมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ (เท่า)
2. Trade Frequency – ความถี่ในการซื้อขายตราสารหนี้ใน 1 วัน (ครั้งต่อวัน)
3. Zero Trading Days (ZTD) – สัดส่วนจำนวนวันที่ไม่มีการซื้อขายตราสารหนี้ในแต่ละปี (%)
4. Trade Days per Year – จำนวนวันที่มีการซื้อขายตราสารหนี้ในแต่ละปี (วัน)
5. Average Days Since Last Trade – จำนวนวันโดยเฉลี่ยนับจากการซื้อขายครั้งก่อน (วัน)

📚วิธีการคำนวณ:
คำนวณตัวชี้วัดรายปีของตราสารหนี้แต่ละรุ่นที่มีการซื้อขายในช่วงปี 2020-2024 จากนั้น นำค่าตัวชี้วัดของตราสารหนี้แต่ละรุ่นมาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ของตราสารหนี้โดยจำแนกเป็นประเภทตราสาร เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และ หุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาว เป็นต้น

📌 สรุปผลการศึกษาที่น่าสนใจ:
  • สภาพคล่องตราสารหนี้สามารถแบ่งได้ 2 มิติหลัก คือ ปริมาณการซื้อขาย และ ความถี่ในการซื้อขาย
  • ตราสารหนี้ภาครัฐ (ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลและธปท.) มีสภาพคล่องสูงกว่าตราสารหนี้ภาคเอกชนในทุกมิติของตัวชี้วัด โดยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตร ธปท. มี Turnover ratio 0.7 เท่าและ 0.8 เท่าตามลำดับ มากกว่าหุ้นกู้ที่มี Turnover ratio เฉลี่ยเพียง 0.2 เท่า ในด้านความถี่ของการซื้อขาย พันธบัตรรัฐบาลมีการจำนวนวันที่ซื้อขายโดยเฉลี่ย 131 วันต่อปี ในขณะที่หุ้นกู้มีการซื้อขายเพียง 12 วันต่อปี ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลที่มีมูลค่าคงค้างมากกว่า 1 แสนล้านบาท หรือมีอายุคงเหลือ (TTM) ไม่เกิน 10 ปี มีสภาพคล่องสูงกว่ารุ่นอื่น
  • หุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาว แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือหุ้นกู้ทั่วไปและหุ้นกู้ดิจิทัล พบว่าหุ้นกู้ทั่วไปมีสภาพคล่องในมิติของปริมาณการซื้อขายสูงกว่า แต่มีความถี่ในการซื้อขายต่ำกว่าหุ้นกู้ดิจิทัล โดย หุ้นกู้ทั่วไปมี Turnover ratio เฉลี่ย 0.25 เท่า สูงกว่าหุ้นกู้ดิจิทัลซึ่งมี Turnover ratio เฉลี่ยเพียง 0.08 เท่า ในขณะที่หุ้นกู้ทั่วไปมีความถี่ของการซื้อขายต่ำกว่า โดยมีการซื้อขายเพียง 1 ครั้งใน 12 วัน (0.08 ครั้งใน 1 วัน) เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ดิจิทัลที่มีการซื้อขาย 21 ครั้งใน 1 วัน
  • หุ้นกู้ทั่วไปที่เสนอขายต่อกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน มีสภาพคล่องในมิติของปริมาณการซื้อขายสูง แต่มีความถี่ในการซื้อขายต่ำ โดยมี Turnover ratio เฉลี่ยสูงสุดที่ 0.45 เท่า แต่มีการซื้อขายเฉลี่ยเพียง 1 ครั้งใน 17 วัน สะท้อนว่าหุ้นกู้กลุ่มนี้มักถูกซื้อขายเป็นรอบใหญ่ ๆ ไม่บ่อย แต่มีมูลค่าต่อรอบสูง ทั้งนี้ หุ้นกู้กลุ่มนี้มีมูลค่าการออก (issue size) ระหว่าง 1,000-4,000 ล้านบาท และมีอายุ (tenor) สั้นกว่า 3 ปี
  • หุ้นกู้ที่เสนอขายต่อกลุ่มผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering) มีสภาพคล่องในมิติของความถี่ในการซื้อขายสูง แต่มีปริมาณการซื้อขายต่ำ โดยมีการซื้อขาย 1 ครั้งใน 7 วัน และมี Turnover ratio 0.05 เท่า
  • หุ้นกู้ทั่วไปที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB+ ขึ้นไป มีสภาพคล่องสูงกว่าทั้งในมิติของปริมาณการซื้อขาย และความถี่ในการซื้อขาย โดย หุ้นกู้ในกลุ่ม AAA มี Turnover เฉลี่ย 0.55 เท่า และ ซื้อขายเฉลี่ย 1 ครั้งใน 10 วัน ขณะที่หุ้นกู้ BBB มี Turnover เพียง 0.11 เท่า และซื้อขายเพียง 1 ครั้งใน 25 วัน เท่านั้น

สภาพคล่องของตราสารหนี้ สามารถวิเคราะห์ได้จากตัวชี้วัดในหลายมิติ โดยตัวชี้วัดที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยได้แก่ การวัดว่าตราสารหนี้นั้นๆมี “มูลค่าการซื้อขายมากหรือน้อย” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมในการวัดสภาพคล่องตราสารหนี้ ยังรวมถึง “ความถี่ในการซื้อขาย” และ “ความสม่ำเสมอ” ของการเปลี่ยนมือในตลาดรอง ซึ่งสะท้อนผ่านตัวชี้วัดเพิ่มเติม เช่น จำนวนครั้งที่ซื้อขายต่อวัน จำนวนวันที่มีการซื้อขายในรอบปี และช่วงเวลาห่างระหว่างการซื้อขายแต่ละครั้ง ดังนั้น การพิจารณาสภาพคล่องในมิติต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้การวิเคราะห์งสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นไปอย่างครบถ้วนรอบด้านยิ่งขึ้น

All Blogs