• Posted by:

    ThaiBMA
  • Posted on:

    May 24, 2019
ภาษีกองทุนรวมตราสารหนี้: นักลงทุนจะไปต่อกันทางไหน?

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 62 โดยสาระสำคัญจะมีผลให้กองทุนรวมตราสารหนี้ถูกจัดเก็บภาษีจากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจาก 90 วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ก่อนที่จะรีบเทขายกองทุนตราสารหนี้กันออกมาให้เสียโอกาสการลงทุนนั้น มาดูรายละเอียดของพรบ. กันก่อน พรบ. กำหนดว่าตราสารหนี้ใดที่กองทุนรวมถือลงทุนอยู่ก่อนที่พรบ. จะมีผลใช้บังคับคือวันที่ 20 ส.ค. 62 ตราสารหนี้นั้นจะไม่ถูกเก็บภาษีดอกเบี้ยตลอดอายุคงเหลือของตราสาร ส่วนตราสารหนี้ที่กองทุนซื้อเข้ามาหลังวันที่พรบ. มีผลใช้บังคับจะถูกเก็บภาษี ดังนั้นบรรดากองทุนรวมจึงน่าจะถือตราสารหนี้เดิมที่มีอยู่ไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุซึ่งก็จะไม่โดนเก็บภาษี การเก็บภาษีดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงไม่น่าจะมีผลกระทบเท่าใดนักต่อผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับ

แต่หากกองทุนรวมซื้อตราสารหนี้รุ่นใหม่ภายหลัง 20 ส.ค. 62 เพิ่มเข้ามา ตราสารหนี้ที่ซื้อเข้ามาใหม่นี้จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ณ วันที่ได้รับดอกเบี้ย จึงอาจทำให้ผลตอบแทนสุทธิที่กองทุนได้รับปรับลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติตราสารหนี้รุ่นใหม่ที่ออกมาภายหลัง 20 ส.ค. 62 ผู้ออกก็อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับภาระภาษีของนักลงทุนที่เป็นกองทุนรวม ดังนั้นผลกระทบต่อนักลงทุนก็อาจไม่ได้มากนัก นักลงทุนควรชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับจากการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไปลงทุนในตราสารหนี้กับผลตอบแทนสุทธิที่อาจจะลดลง

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็น่าจะได้รับผลกระทบน้อย เพราะส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ Discount bond คือขายที่ส่วนลดจากราคาหน้าตั๋ว ถ้ามีการหักภาษีจากผู้ซื้อมือแรกแล้วก็น่าจะไม่มีการหักภาษีจากกองทุนรวมที่เป็นผู้ซื้อในทอดต่อๆ มาอีก

สำหรับผู้ลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (PVD) ต่างๆ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะจะมีการออกกฎหมายลูกเพื่อยกเว้นการเก็บภาษีดอกเบี้ยนี้ รวมถึงจะมีการยกเว้นภาษีจากเงินปันผลที่เกิดขึ้นจากกองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

โดยสรุป เมื่อพิจารณาด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง การลงทุนในตราสารหนี้ยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารซึ่งวงเงินคุ้มครองกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นที่ถึงแม้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวน โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีหลากหลายปัจจัยเสี่ยงกดดัน ดังนั้นการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อในระยะยาวนักลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และช่วยรักษาเงินต้นให้อยู่ครบ การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็ยังถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่

All Blogs