• Posted by:

    ThaiBMA
  • Posted on:

    AUG. 25, 2026
รัฐวิสาหกิจไทยบนเส้นทางการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน
หมุดหมาย Net Zero กับการขยับตัวของทุกภาคส่วน

การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 จำเป็นต้องพึ่งพาพลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ “รัฐวิสาหกิจ” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ปัจจุบัน ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ESG Bond) ได้เข้ามาเป็นกลไกทางการเงินสำคัญในการระดมทุน โดยมีรัฐวิสาหกิจไทย (ไม่รวมที่แปลงสภาพเป็นมหาชน) จำนวนถึง 10 แห่งที่ได้มีการระดมทุนผ่าน ESG Bond คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.25 แสนล้านบาท (ณ 21 สิงหาคม 2569)

การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากวิสัยทัศน์ของกระทรวงการคลัง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำร่องในการออก ESG Bond ของรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมาตรฐานและสภาพคล่องในตลาด แต่ยังเดินหน้าสนับสนุนและส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อม หันมาระดมทุนผ่าน Social Bond, Green Bond และ Sustainability Bond เพื่อนำเม็ดเงินไปใช้ในโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของประเทศ

พัฒนาการและจุดเปลี่ยนของรัฐวิสาหกิจไทย

เส้นทาง ESG Bond ของรัฐวิสาหกิจไทยเริ่มต้นในปี 2020 โดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่นำร่องออก Green bond เป็นครั้งแรกเพื่อนำเงินไปปล่อยกู้ต่อในโครงการสีเขียว และในเดือนกันยายน ปี 2020 การเคหะแห่งชาติ (NHA) ก็เป็นองค์กรแรกที่ออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social bond) เพื่อนำเงินไปพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนน่าอยู่ และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย

หลังจากนั้น กลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ได้เข้ามาสู่ตลาด ESG Bond อย่างต่อเนื่อง นำโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งครองตำแหน่งผู้ออก ESG bond สูงสุดด้วยมูลค่ารวม 39,500 ล้านบาท ตามมาด้วย ธนาคารออมสิน (GSB) ด้วยมูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท และ SFI อื่นๆ เช่นธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และSME D Bank เป็นต้น ในส่วนของรัฐวิสาหกิจกลุ่มพลังงานก็มี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ที่เริ่มออก ESG bond เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะเต่า และโครงการ Micro Grid บนพื้นที่เกาะพะลวย รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

สำหรับในปี 2026 ตลาดตราสารหนี้ไทยได้ต้อนรับผู้ออกรายใหม่จากกลุ่มรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะ ที่เข้ามาระดมทุนผ่าน ESG Bond อย่างคึกคัก เพื่อปรับปรุงคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน ได้แก่

  • องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.): ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เป็นครั้งแรกมูลค่า 4,500 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อเปลี่ยนผ่านรถเมล์เก่าไปสู่รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเมือง
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.): ออกพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) มูลค่า 2,000 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม 2026 เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดิน และระบบ Smart Grid ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และปรับปรุงทัศนียภาพของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ผู้ออกรัฐวิสาหกิจรายเดิมยังเดินหน้าระดมทุนผ่าน ESG bond อย่างต่อเนื่อง ได้แก่
  • ธนาคารออมสิน (GSB) : ออก Sustainability Bond อีก 20,000 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อสานต่อสินเชื่อรักษ์โลกและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): ออกพันธบัตร SLB เป็นครั้งที่สองมูลค่า 5,000 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม 2026 กฟผ. เพื่อขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
จากตัวเลขสู่ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และก้าวต่อไปที่ต้องจับตามอง

จะเห็นว่าเม็ดเงินที่รัฐวิสาหกิจระดมทุนผ่าน ESG bond นั้นสามารถแปลงไปสู่ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของประชาชน ทั้ง "รถเมล์ไฟฟ้าไร้ควันพิษ" "สายไฟฟ้าลงดิน" และ "พลังงานสะอาดหล่อเลี้ยงประเทศ" สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าตลาดตราสารหนี้ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเงินทุนไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แม้ปัจจุบันสัดส่วนการออก ESG Bond ของรัฐวิสาหกิจจะยังมีไม่มาก แต่การตื่นตัวขององค์กรสาธารณูปโภค ควบคู่ไปกับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นอกจากจะช่วยเร่งพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ได้ตามเป้าหมายแล้ว ยังเป็นกุญแจหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

All Blogs