• Posted by:

    ThaiBMA
  • Posted on:

    SEP. 1, 2026
Stock-Bond Correlation เปลี่ยนไป: ตราสารหนี้ยังเป็นตัวช่วยลดความผันผวน ของพอร์ตลงทุนไทยหรือไม่?

โดยทั่วไปนักลงทุนมักคุ้นเคยกับหลักการกระจายความเสี่ยงที่ว่า “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนให้แก่กัน ในยามที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาตราสารหนี้มักจะปรับสูงขึ้นสวนทาง จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับลดลง ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ตราสารหนี้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวช่วยลดความผันผวนของพอร์ต (Risk Buffer) ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองนี้ไม่ได้เหมือนเดิมในทุกช่วงเวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐฯในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถือเป็นตัวอย่างสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ

สหรัฐฯ: เมื่อราคาหุ้นและพันธบัตรร่วงลงพร้อมกันจากผลกระทบด้าน Supply Shock

งานวิจัยล่าสุดของ Federal Reserve Bank of San Francisco (FRBSF Economic Letter 2026-21, August 10, 2026) ได้ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยใช้ข้อมูลรายเดือนของดัชนี S&P 500 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10Y U.S. Treasury Yield) คำนวณความสัมพันธ์แบบ Rolling 5 ปี

ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและ Bond Yield (Stock-Bond Correlation) ซึ่งเคยอยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ได้พลิกกลับมาอยู่ในแดนลบอีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 2020 เป็นต้นมา หมายความว่า ราคาหุ้นและ Bond yield เคลื่อนไหวสวนทางกัน ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นและราคาพันธบัตรปรับลดลงพร้อมกัน

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เปลี่ยนไป?

ในสภาวะปกติ ความเสี่ยงด้านอุปสงค์ (Demand Shock) มีบทบาทหลักในตลาด เพราะการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัท ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้หุ้นและ Bond Yield เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน (Correlation เป็นบวก)

แต่จากงานวิจัยของ SF Fed ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2020 ปัจจัยเสี่ยงด้านอุปทานเข้ามีบทบาทมากขึ้นในตลาดจากการเกิด “Negative Supply Shock” หลายด้าน ทั้งการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในช่วงโควิด-19 การพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าโลก ปัจจัยเหล่านี้ฉุดให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นตามความกังวลด้านเงินเฟ้อ ผลลัพธ์คือทั้งราคาหุ้นและราคาพันธบัตรต่างปรับตัวลดลงพร้อมกัน

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นกับราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับ Stock-Bond Correlation ซึ่งสนับสนุนมุมมองว่าความเสี่ยงด้าน Supply Shock มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดอย่างชัดเจน

ภาพที่ 1: U.S. Market: Stock-Bond Correlation — S&P 500 Index vs. 10Y U.S. Treasury Yield

บริบทตลาดไทยแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างไร?

เมื่อหันมามองตลาดการเงินไทย พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างดัชนี SET Index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (10Y Thai Government Bond Yield) ยังคงอยู่ในแดนบวกอย่างต่อเนื่องหลังปี 2020 แม้ระดับความสัมพันธ์จะลดลงจากระดับสูงสุดที่ 0.73 ในเดือนพฤษภาคม 2022 มาอยู่ที่ประมาณ 0.36 ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2026

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ในภาพรวมระยะยาว ตลาดการเงินไทยยังคงได้รับอิทธิพลหลักจากปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุปสงค์ในประเทศ และแนวโน้มนโยบายการเงิน แม้ Bond Yield ไทยจะได้รับแรงส่งจากตลาดโลก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ U.S. Treasury Yield แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามสหรัฐฯ แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ข้อจำกัดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ (GDP Growth) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bond Yield ไทยไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก แม้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบจาก Supply Shock และราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วยก็ตาม

ภาพที่ 2: Thailand: Stock-Bond Correlation — SET Index vs. 10Y Thai Government Bond Yield

นัยสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย

• ตราสารหนี้ไทยยังมีบทบาทเป็น Risk Buffer

จากโครงสร้างความสัมพันธ์ของตลาดไทยในปัจจุบัน การจัดสรรเงินลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังคงมีประสิทธิภาพในการช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตรวม โดยเฉพาะในสภาวะที่ความเสี่ยงหลักของตลาดมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรืออุปสงค์ซบเซา

อย่างไรก็ตาม หากตลาดเผชิญ Inflation Shock หรือ Supply Shock ที่รุนแรง Bond Yield ก็สามารถปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับราคาหุ้นที่ลดลงได้เช่นกัน

• รู้เท่าทันประเภทของความเสี่ยง (Risk Drivers)

บทเรียนสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงของ Stock-Bond Correlation ในสหรัฐฯ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามโครงสร้างของความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ

ในช่วงที่ Demand Shock เป็นปัจจัยหลัก ตราสารหนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกระจายความเสี่ยงที่ดี ขณะที่ในช่วงที่ Supply และ Inflation Shock มีบทบาทมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้อาจเปลี่ยนไป และประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงอาจลดลง

การติดตามประเภทความเสี่ยงที่เข้ามาสั่นคลอนตลาด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่น้อยไปกว่าการติดตามทิศทางเศรษฐกิจ เพื่อให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์และจัดสรรพอร์ตการลงทุนได้อย่างเท่าทันสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

All Blogs